มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่เริ่มใช้ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568
ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง
ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศขยายตัว โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของปี
ในมุมมองนักลงทุน มาตรการนี้คือ “โอกาสทอง”
เพราะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าบริษัทจดทะเบียนใดจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการใช้จ่ายของประชาชน
🛒 1. กลุ่มค้าปลีก (Retail) — ผู้รับประโยชน์โดยตรง
กลุ่มนี้เป็นด่านหน้าที่รับเงินจากการใช้สิทธิ์ “คนละครึ่ง พลัส”
เพราะประชาชนจะนำสิทธิ์ไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน
• CPALL (ซีพี ออลล์): เจ้าของ 7-Eleven ที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ
• CPAXT (ซีพี แอ็กซ์ตร้า): ได้ประโยชน์สองทาง ทั้ง Makro ที่ร้านค้าโชห่วยรายย่อย (ที่เข้าร่วมโครงการ) มาซื้อสินค้าไปสต็อก และส่วนของ Lotus’s ที่ผู้บริโภคทั่วไปเข้าไปจับจ่าย
• BJC (เบอร์ลี่ ยุคเกอร์): เจ้าของ Big C Hypermarket ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดใหญ่
• TNP (ธนพิริยะ): หุ้นค้าปลีกท้องถิ่นภาคเหนือ ที่ตอบรับมาตรการฐานรากได้ดี
🥤 2. กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (F&B)
เมื่อประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น ยอดขายอาหารและเครื่องดื่มจะเติบโตตาม
โดยเฉพาะสินค้าที่จำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกและร้านโชห่วย
• OSP (บมจ.โอสถสภา) และ CBG (บมจ.คาราบาวกรุ๊ป): ผู้นำตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งเป็นสินค้าหลักในร้านค้าปลีกทั่วประเทศ
• SAPPE, ICHI: ผู้ผลิตเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ได้อานิสงส์จากยอดขายผ่านช่องทาง Modern Trade และ Traditional Trade ที่คึกคักขึ้น
🏦 3. กลุ่มธนาคาร (The Enabler)
แม้ไม่ได้ขายสินค้าโดยตรง แต่มีหนึ่งธนาคารที่ได้ประโยชน์ในฐานะผู้ให้บริการ “โครงสร้างพื้นฐาน” ของโครงการ
• KTB (ธนาคารกรุงไทย): ผู้พัฒนาและบริหารแอป “เป๋าตัง” ซึ่งควบคุมระบบธุรกรรมทั้งหมด
ทำให้ได้เปรียบในแง่ของการเข้าถึงฐานข้อมูลผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล (ทั้งประชาชนและร้านค้า)
เพื่อต่อยอดบริการทางการเงินอื่นๆ และสร้าง Digital Ecosystem ที่แข็งแกร่งในระยะยาว
🛍️ 4. กลุ่มค้าปลีกเฉพาะทาง (Specialty Retail)
มาตรการนี้ช่วยลดภาระการตัดสินใจซื้อสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น เช่น อุปกรณ์ IT
• COM7 (คอมเซเว่น): การร่วมจ่ายของภาครัฐ (สูงสุด 200 บาท/วัน)
อาจกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าไอที อุปกรณ์เสริม หรือสมาร์ทโฟนได้ง่ายขึ้น
💳 5. กลุ่มการเงิน (Finance)
ได้อานิสงส์ทางอ้อมจากสภาพคล่องในระบบที่เพิ่มขึ้น
ส่งผลให้ภาคครัวเรือนมีศักยภาพในการชำระหนี้ดีขึ้น
• ตัวอย่างเช่น MTC, SAWAD
💬 บทสรุปและข้อควรระวังสำหรับนักลงทุน
มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” เป็นปัจจัยบวกเชิงจิตวิทยา (Sentiment)
ที่หนุนหุ้นบริโภคภายในประเทศในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นมัก “รับรู้ข่าวดีไปก่อนแล้ว” (Price-in)
ดังนั้นราคาหุ้นหลายตัวอาจปรับขึ้นล่วงหน้าก่อนโครงการเริ่มจริง
สิ่งที่ควรติดตามต่อคือ “ผลประกอบการไตรมาส 4/68”
ซึ่งจะเป็นตัวพิสูจน์ว่าแต่ละบริษัทได้อานิสงส์จากโครงการนี้มากน้อยแค่ไหน
📌 ทดลองใช้เครื่องมือวิเคราะห์หุ้นฟรี!
ช่วยให้คุณเทรดได้แม่นยำยิ่งขึ้น ด้วยข้อมูลพื้นฐาน–เทคนิคครบจบในที่เดียว
👉 คลิกที่นี่
